5 บทเรียนจากพระแม่กมลา: เทพีผู้จะเปลี่ยนมุมมอง ‘ความมั่งคั่ง’ ของคุณไปตลอดกาล
ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เราต่างแสวงหาความอุดมสมบูรณ์ ความเต็มเปี่ยม และความสงบสุขในใจ แต่บ่อยครั้งที่การไล่ตามสิ่งเหล่านี้กลับทำให้เรารู้สึกว่างเปล่ายิ่งกว่าเดิม จะเป็นอย่างไรหากคำตอบไม่ได้อยู่ที่การ “ได้มา” แต่อยู่ที่การ “เป็น”
ภูมิปัญญาโบราณได้มอบมุมมองที่แตกต่างออกไป ผ่านเรื่องราวของ “พระแม่กมลา” (Kamalā) เทพีแห่งดอกบัว ท่านคือองค์สุดท้ายในมหาเทวีทั้งสิบ (Mahāvidyās) ผู้เป็นดั่งศูนย์กลางอันสงบสุขสีทอง ที่ซึ่งทุกกระแสพลังอันดุร้าย เกรงขาม เงียบงัน และเปี่ยมด้วยเสียงดนตรีได้หลอมรวมกันเป็นความสง่างามอันบริสุทธิ์ พระองค์ไม่ใช่เทพีแห่งการครอบครองวัตถุ แต่คือศูนย์รวมของความสมบูรณ์พร้อมในตัวตน คือความรู้สึกเต็มเปี่ยมที่ปรากฏขึ้นเมื่อเราตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้วเราไม่เคยขาดสิ่งใดเลย
ต่อไปนี้คือ 5 ข้อคิดเปลี่ยนชีวิตจากพระแม่กมลา ที่อาจท้าทายความเข้าใจเรื่องความมั่งคั่งและความสุขที่คุณเคยมีมา
1. ความมั่งคั่งที่แท้จริงคือการให้ ไม่ใช่การครอบครอง
ข้อคิดแรกและสำคัญที่สุดจากพระแม่กมลาคือการนิยาม “ความมั่งคั่ง” ใหม่ทั้งหมด ความมั่งคั่งในแบบของพระองค์ไม่ใช่การสะสมทรัพย์สิน แต่คือความเอื้อเฟื้อและความพึงพอใจในสิ่งที่มี ทรัพย์สมบัติที่แท้จริงของท่านคืออิสรภาพ และเครื่องประดับของท่านคือความสงบในใจ
เรื่องเล่าของชาวนาผู้ยากจนสะท้อนสัจธรรมข้อนี้ได้อย่างงดงาม คืนหนึ่งเขาฝันถึงสตรีสีทองผู้บอกว่า “เราคือกมลาที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดิน เจ้ามองหาน้ำบนท้องฟ้า แต่จงขุดลงไปในผืนดินของเจ้าเอง” เขาจึงเริ่มขุดและได้พบกับตาน้ำที่พวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับดอกบัวทองคำ เมื่อเขาดูแลดอกบัวด้วยความสำนึกคุณ ที่ดินของเขาก็กลับมาอุดมสมบูรณ์และเผื่อแผ่ไปยังเพื่อนบ้าน แต่เมื่อพระราชาต้องการครอบครองดอกบัวนั้นเพื่อความมั่งคั่งส่วนตน ดอกบัวก็ได้อันตรธานหายไป ทว่าในเช้าวันรุ่งขึ้น บ่อน้ำทุกแห่งในอาณาจักรกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำบริสุทธิ์ พระแม่กมลาได้ทรงสอนบทเรียนว่า สิ่งที่แบ่งปันจะเพิ่มพูน สิ่งที่กักตุนจะเลือนหาย
“จงเพลิดเพลินกับสิ่งที่เข้ามา แบ่งปันสิ่งที่ไหลผ่าน และปล่อยวางสิ่งที่จากไป เราไม่ได้สถิตอยู่ในการครอบครอง แต่อยู่ในความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่”
2. ความสมบูรณ์ที่แท้จริงกำเนิดจากความว่างเปล่า
เป็นเรื่องที่ดูขัดแย้งในตัวเอง แต่พระแม่กมลา เทพีแห่งความสมบูรณ์ กลับปรากฏขึ้น ณ จุดสิ้นสุดของวัฏจักรแห่งการสลายตัว ท่านอุบัติขึ้นหลังจากความเงียบงันที่พระแม่ธูมาวตี (Dhūmāvatī) ทิ้งไว้ จากผืนน้ำแห่งจักรวาลอันนิ่งสงบนั้นเอง ได้ปรากฏดอกบัวดอกหนึ่งผุดขึ้น ส่องประกายสีทองตัดกับความมืดมิด และจากดอกบัวนั้นได้ปรากฏร่างของสตรีผู้มีความงดงามดั่งรุ่งอรุณเหนือผืนน้ำอันสงบนิ่ง
ความสัมพันธ์ของท่านกับพระแม่กาลี (Kālī) ยิ่งตอกย้ำหลักการนี้ให้ชัดเจนขึ้น “พระแม่กาลีทรงแสดงให้เห็นถึงความว่างเปล่า ส่วนพระแม่กมลาทรงแสดงให้เห็นถึงความเต็มเปี่ยมที่ซ่อนอยู่ในความว่างเปล่านั้น” นี่คือบทเรียนที่ว่าความสมบูรณ์ที่แท้จริงไม่ได้มาจากการเติมสิ่งต่างๆ เข้าไป แต่เกิดจากการตระหนักรู้ถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดที่ซ่อนอยู่ในความว่างเปล่าและความเงียบสงบ
3. การ ‘ประจักษ์รู้’ คือประตูสู่ความอุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่การครอบครอง
การสถิตอยู่ของพระแม่กมลาไม่ได้ขึ้นอยู่กับความร่ำรวย แต่ขึ้นอยู่กับ “การประจักษ์รู้” (Recognition) ในคุณค่าของสิ่งที่มี ในตำนานเล่าว่า เมื่อเหล่าทวยเทพได้รับพรจากพระองค์ พวกเขากลับหลงระเริงในความสุขสบายและใช้ของประทานเพื่อความหรูหราฟุ่มเฟือย พระแม่กมลาจึงเสด็จจากไป ส่งผลให้ความแห้งแล้งและความสิ้นหวังแผ่ขยายไปทั่ว
พระองค์เสด็จกลับมาก็ต่อเมื่อเหล่าฤๅษีและผู้คนธรรมดาได้สวดภาวนาแสดงความขอบคุณ ไม่ใช่เพื่อร้องขอผลประโยชน์ส่วนตน แต่เป็นการขอบคุณที่มาจากความรักอย่างแท้จริง นี่คือบทเรียนอันทรงพลังสำหรับชีวิตยุคใหม่ว่า พรแห่งความอุดมสมบูรณ์ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไขว่คว้าหรือครอบครองได้ แต่เป็นสภาวะที่จะคงอยู่ได้ด้วยหัวใจที่ประจักษ์แจ้งและสำนึกคุณต่อสิ่งที่มีอยู่
4. ความสุขไม่ใช่สิ่งต้องห้าม แต่คือหนทางสู่ความศักดิ์สิทธิ์
ภูมิปัญญาของพระแม่กมลาไม่ได้ปฏิเสธความสุขทางโลก แต่กลับขัดเกลาให้มันกลายเป็น “ความรื่นรมย์อย่างถูกต้อง” (Dharma Artha Kāma Mokṣa) ท่านมีความเชื่อมโยงกับดาวศุกร์ (Śukra) ซึ่งเป็นดวงดาวแห่งความรักและความงาม แต่ท่านได้ยกระดับพลังงานนั้นขึ้นไปอีกขั้น หากดาวศุกร์มอบความสุขทางโลก พระแม่กมลาก็จะเปลี่ยนความสุขนั้นให้กลายเป็นการอุทิศตน หากดาวศุกร์มอบความปรารถนา พระองค์ก็จะเปลี่ยนความปรารถนานั้นให้กลายเป็นการให้
สัญลักษณ์ดอกบัวของท่านอธิบายแนวคิดนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เฉกเช่นดอกบัวที่เติบโตจากโคลนตมแต่ยังคงความบริสุทธิ์ไว้ได้ฉันใด มนุษย์ก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยกิเลสได้โดยไม่ถูกครอบงำฉันนั้น ความสุขทางโลกจึงไม่ใช่ศัตรูของการตื่นรู้ แต่เป็นสะพานที่นำเราไปสู่สภาวะอันศักดิ์สิทธิ์ได้ หากเราเข้าถึงมันด้วยความตระหนักรู้และไม่ยึดติด
5. คุณสมบูรณ์พร้อมอยู่แล้วในตัวเอง
ท้ายที่สุดแล้ว พระแม่กมลาคือบทสรุปของการเดินทางทางจิตวิญญาณ คือการตระหนักรู้ว่าแท้จริงแล้วเราไม่เคยขาดอะไรเลย สถานที่สถิตของพระองค์ในกายทิพย์คือ “สหัสราระ” หรือจักระที่เจ็ด (the crown chakra) ซึ่งเป็นจุดที่พลังงานทั้งหมดในร่างกายมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว เป็นสภาวะแห่งความสมบูรณ์พร้อมที่ไม่ต้องแสวงหาหรือกลัวการสูญเสีย
เรื่องราวของนักดนตรีตาบอดนามว่า “นารายณ์” (Nārāyaṇ) ได้ถ่ายทอดข้อความนี้อย่างลึกซึ้ง เขาร้องเพลงไม่ใช่เพื่อเงินตรา แต่เพื่อความสุขใจ คืนหนึ่งพระแม่กมลาปรากฏกายและตรัสถามว่า “เหตุใดเจ้าร้องเพลงเมื่อไม่มีผู้ใดมองเห็นเจ้า” เขาตอบว่า “เพราะเสียงคือแสงสว่างสำหรับคนตาบอด” เช้าวันรุ่งขึ้น ดวงตาของเขากลับมามองเห็นได้อีกครั้ง เป็นการประจักษ์แจ้งในสิ่งที่เขา “เห็น” ผ่านเสียงเพลงมาโดยตลอด
บทเรียนที่ลึกซึ้งที่สุดจากท่านจึงเป็นข้อความที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังที่สุด
“สิ่งที่คุณค้นหาไม่ได้อยู่ภายนอก คุณคือดอกบัว และเราคือแสงสว่างที่อยู่ในนั้น”
บทสรุป
ภูมิปัญญาของพระแม่กมลาได้เปลี่ยนมุมมองของเราต่อความอุดมสมบูรณ์ จากเป้าหมายภายนอกที่ต้องไล่ล่า ให้กลายเป็นสภาวะภายในที่เกิดจากการตระหนักรู้ ท่านคือ “รอยยิ้มของจักรวาล” ที่ปรากฏอยู่ในทุกการกระทำที่เปี่ยมด้วยความเมตตา ในทุกมื้ออาหารที่แบ่งปัน และในทุกขณะที่เราซาบซึ้งกับสิ่งที่มี
ท่านคือบทสรุปที่สอนเราว่า การเดินทางผ่านมหาเทวีทั้งสิบ—ผ่านความกลัว ความเงียบงัน การทำลายล้าง และบทเพลง—แท้จริงแล้วไม่ใช่การเดินทางเพื่อ ‘ค้นหา’ พระองค์ แต่คือการ ‘ค้นพบ’ ว่า พระองค์นั้นสถิตอยู่ในทุกสรรพสิ่งตลอดมา ความสมบูรณ์พร้อมนั้นมีอยู่ในทุกย่างก้าวของเราอยู่แล้ว
ลองถามตัวเองดูว่า: หากวันนี้เราลองเปลี่ยนจากการ ‘แสวงหา’ ความสุขและความสมบูรณ์ มาเป็นการ ‘ตระหนักรู้’ ถึงสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัวเรา ชีวิตของเราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?

