เสียงกระซิบแห่งจักรวาล: 5 แง่มุมลึกซึ้งของพระแม่ตาราที่คุณอาจไม่เคยรู้
บทนำ: เสียงเรียกในความสับสน
หลายครั้งในชีวิต เราต่างรู้สึกเหมือนกำลังล่องเรืออยู่กลางมหาสมุทรที่ปั่นป่วน คลื่นแห่งความสงสัย ความกลัว และความเจ็บปวดซัดสาดเข้ามาไม่หยุดหย่อน ในช่วงเวลาเช่นนั้น เราต่างโหยหาเสียงนำทางที่เปี่ยมด้วยความเมตตา แสงสว่างที่จะช่วยให้เราข้ามผ่านผืนน้ำที่เชี่ยวกรากนี้ไปได้
นี่คือการเดินทางออกจากลานเผาศพอันน่าสะพรึงกลัวของพระแม่กาลี สู่มหาสมุทรแห่งจักรวาลอันสงบงามของพระแม่ตารา เสียงนั้นมีอยู่จริง และในจักรวาลแห่งจิตวิญญาณ เสียงนั้นคือสุรเสียงของ พระแม่ตารา เทพีผู้เป็นดั่งผู้นำทาง วันนี้ เราจะมาสำรวจ 5 แง่มุมอันน่าทึ่งของพระองค์ ซึ่งจะเผยให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นมากกว่าเทพีแห่งความเมตตา แต่เป็นพลังพื้นฐานที่ถักทออยู่ในทุกสรรพสิ่ง
1. พระองค์คืออีกภาคที่อ่อนโยนของมหาเทวีผู้ดุร้ายที่สุด
หลายคนอาจตกใจเมื่อได้รู้ว่า พระแม่ตาราผู้เปี่ยมด้วยความอ่อนโยน และพระแม่กาลีผู้ดุร้ายน่าสะพรึงกลัวนั้น แท้จริงแล้วคือ “สองแง่มุมของความเป็นอนันต์เดียวกัน”
หากพระแม่กาลีคือ ชั่วขณะแห่งความตาย พระแม่ตาราก็คือ ลมหายใจที่ช่วยให้รอด ที่ใดที่พระแม่กาลีกลืนกิน ที่นั่นพระแม่ตาราจะหล่อเลี้ยง ที่ใดที่เสียงหัวเราะของพระแม่กาลีทำให้จักรวาลแตกสลาย สุรเสียงของพระแม่ตาราก็จะขับขานให้ทุกสิ่งกลับสู่ความกลมเกลียวอีกครั้ง นี่คือความจริงอันน่าทึ่งที่แสดงให้เห็นว่าพลังแห่งการทำลายล้างอันสูงสุดและพลังแห่งความเมตตาอันอ่อนโยนที่สุดนั้นมีต้นกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกัน
“พระแม่กาลีจะกลายเป็นพระแม่ตารา เมื่อหัวใจของพระนางอ่อนโยนลง”
2. พระองค์คือนางพยาบาลผู้ช่วยชีวิตมหาเทพผู้กอบกู้จักรวาล
ในตำนานการกวนเกษียรสมุทร (สมุทรมন্থัน) เมื่อเหล่าทวยเทพและอสูรต่างแสวงหาน้ำอมฤต ได้เกิดพิษร้ายแรงที่เรียกว่า หาลาหละ ขึ้นมา พิษนี้ร้อนแรงจนสามารถเผาผลาญได้ทั้งจักรวาล
เพื่อปกป้องสรรพชีวิต พระศิวะมหาเทพได้ทรงดื่มพิษนั้นเข้าไปจนหมดสิ้น พระศอของพระองค์จึงกลายเป็นสีน้ำเงิน และได้รับพระนามว่า นีลกัณฐะ แต่ถึงกระนั้น แม้แต่มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังต้องทนทุกข์ทรมานจากความแผดเผาของพิษ ในชั่วขณะที่สติของพระองค์กำลังจะดับสูญนั้นเอง พระแม่ตาราก็ได้ปรากฏพระองค์ขึ้นในรูปของเทพีสีน้ำเงินผู้เรืองรอง รูปโฉมของพระนางส่องสว่างดุจแสงแห่งไพลิน
พระนางโอบอุ้มพระศิวะไว้ในอ้อมแขน ประดุจมารดาประคองบุตร และให้น้ำนมแห่งจักรวาลแก่พระองค์ พิษร้ายจึงสลายไป ความเจ็บปวดก็มลายสิ้น เรื่องราวนี้เป็นสัญลักษณ์อันลึกซึ้งว่า ปัญญา (ญาณ) จะต้องได้รับการขัดเกลาด้วยความเมตตา (กรุณา) เสมอ และแม้แต่พลังแห่งบุรุษเพศอันสูงสุด ก็ยังต้องพึ่งพาพลังแห่งการหล่อเลี้ยงจากพระแม่เจ้าเพื่อความแข็งแกร่งและการหลุดพ้น
3. พลังของพระองค์ไม่ใช่การทำลาย แต่คือการนำทาง
พระนาม “ตารา” มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤต ตฤ ซึ่งแปลว่า “การข้ามผ่าน” พระองค์จึงทรงเป็นดั่ง ผู้ช่วยให้รอด หรือ “เรือ” ที่จะพาเราข้ามมหาสมุทรแห่งความทุกข์ (สังสารวัฏ)
ในขณะที่พระแม่กาลีทำลายมายาด้วยกำลัง พระแม่ตารากลับมอบ “เรือแห่งปัญญา” เพื่อให้เราข้ามพ้นมันไปได้ด้วยตนเอง อาวุธในพระหัตถ์ทั้งสี่ของพระองค์—ดอกบัว ดาบ กรรไกร และดอกบัวสีน้ำเงิน—เครื่องมือเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อการสังหาร แต่เพื่อตัดถางความไม่รู้และคลี่คลายปัญญา เสียงกระซิบของพระองค์คือเสียงนำทางที่ปลอบประโลมจิตวิญญาณที่กำลังหลงทางอยู่กลางคลื่นลมว่า:
“อย่าดิ้นรนต่อสู้กับคลื่นลม จงปล่อยให้มันพัดพาเจ้าไป
เราคือกระแสธารที่อยู่เบื้องใต้เจ้า”
4. พระองค์คือเสียงและสรรพสำเนียงแห่งจักรวาล
ในทางตันตระ พระแม่ตาราทรงได้รับการยกย่องในฐานะ วาก (วาจาอันศักดิ์สิทธิ์) และ ศัพทะพรหมัน (พระเจ้าในรูปของเสียง) กล่าวกันว่าการสั่นสะเทือนแรกเริ่มแห่งการสร้างสรรค์ นั่นคือเสียง “โอม” ได้เปล่งออกมาจากพระองค์ พระองค์คือ กายทิพย์แห่งสรรพสำเนียงของความจริง (sound-body of reality) เป็นสะพานเชื่อมระหว่างความเงียบงันและการสร้างสรรค์
แนวคิดอันยิ่งใหญ่นี้เชื่อมโยงโดยตรงกับประสบการณ์ของมนุษย์ ทุกคำพูดอันศักดิ์สิทธิ์ ทุกบทสวดมนต์ ทุกบทกวี ล้วนเป็นการแสดงออกถึงพลังของพระองค์ การสวดพระนามของพระองค์จึงเปรียบเสมือนการปรับลมหายใจของเราให้สอดคล้องกับจังหวะของจักรวาล เพราะเสียงคือสะพานที่เชื่อมเราไปสู่พระเจ้า บทสวดมนต์ของพระองค์จึงเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง:
“Oṃ Tārāyai Namaḥ — โอม ขอน้อมแด่ผู้ช่วยให้รอด ผู้ตรัสผ่านทุกสรรพสำเนียง”
5. พระองค์คือ “ดาวครู” ในใจเรา
ในทางโหราศาสตร์ พระแม่ตาราทรงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับดาวพฤหัสบดี หรือ ดาวคุรุ ซึ่งเป็นดาวเคราะห์แห่งความรู้ ปัญญา และความเมตตากรุณา
เช่นเดียวกับที่ดาวพฤหัสบดีขยายความเข้าใจ พระแม่ตาราก็ทรงขยายขอบเขตของจิตสำนึก “เรือแห่งปัญญา” ที่พระองค์มอบให้ในข้อที่แล้วนั้น ก็คือการชี้นำของ “คุรุ” ภายในผู้นี้นี่เอง เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกสับสนหรือศรัทธาสั่นคลอน การทำสมาธิถึงพระองค์หรือการสวดมนต์ถึงพระองค์จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมโยงกับสัจธรรมอันสูงส่งได้ เพราะ พระแม่ตาราคือคุรุแห่งดวงดาว คือดาวพฤหัสบดีภายในที่สถิตอยู่ในใจของทุกผู้คน
บทสรุป: คลื่นใต้น้ำที่ชื่อว่าเมตตา
พระแม่ตาราไม่ใช่เทพเจ้าที่อยู่ห่างไกล แต่คือสุรเสียงแห่งความเมตตาอันใกล้ชิดที่ดังขึ้นท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย คือปัญญาที่นำทางเราในยามหลงทาง และคือพลังที่หล่อเลี้ยงแม้กระทั่งมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่
เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกหลงทาง จงเงี่ยหูฟังเสียงกระซิบอันเงียบงันภายใน แล้วคุณอาจได้ยินคำตอบของพระองค์
“ลูกข้า เจ้าไม่ได้หลงทาง เจ้าเพียงกำลังล่องเรืออยู่ในลมหายใจของเรา”

