5 แนวคิดเปลี่ยนโลกจากพระแม่ภูวเนศวรี: เทพีผู้เป็น ‘พื้นที่’ ไม่ใช่แค่อำนาจ
เคยรู้สึกไหมว่าโลกใบนี้ช่างคับแคบ จิตใจก็วุ่นวายสับสน ราวกับว่าเราถูกขังอยู่ในห้องที่มองไม่เห็น? เราต่างคุ้นเคยกับการมองหาอำนาจ การกระทำ หรือพลังภายนอกเพื่อเข้ามาแก้ไขเปลี่ยนแปลงชีวิต แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าทางออกไม่ได้อยู่ที่การ “ทำ” อะไรเพิ่ม แต่อยู่ที่การตระหนักรู้ถึง “พื้นที่” ที่มีอยู่แล้ว
ในบรรดาเทพีแห่งปัญญาอันยิ่งใหญ่ (มหาวิทยา) มีเทพีองค์หนึ่งที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของพลังทำลายล้างหรือการสร้างสรรค์ที่เกรี้ยวกราด แต่พระนางคือแก่นแท้ของ “พื้นที่” (Space) อันไร้ขอบเขตที่โอบอุ้มทุกสรรพสิ่งเอาไว้ พระนามของพระนางคือ “ภูวเนศวรี” (Bhuvaneśvarī) ราชินีแห่งจักรวาล
บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจ 5 แนวคิดที่น่าทึ่งจากพระนาง ซึ่งอาจเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อจักรวาล ตัวตน และจิตใจของคุณไปตลอดกาล
1. อวกาศไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่คือครรภ์มารดาแห่งจักรวาล
เรามักมองว่า “พื้นที่” หรือ “อวกาศ” คือความว่างเปล่าที่ไร้ชีวิต แต่ในทัศนะของพระแม่ภูวเนศวรีนั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง พระนางคือพื้นที่นั้น และพื้นที่นั้นคือ “ครรภ์มารดา” อันเปี่ยมด้วยพลังชีวิต ที่ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง ตั้งแต่ดวงดาวไปจนถึงความคิดในใจเรา
พระนางคือ “ราชินีแห่งปวงโลก” (Queen of All Worlds) ร่างกายของพระนางคือจักรวาล ลมหายใจคือสายลม และรอยยิ้มคือเส้นขอบฟ้า ทุกสิ่งไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ดำรงอยู่ “ภายใน” พระนาง ไม่ใช่ในฐานะแขก แต่ในฐานะ บุตรธิดาในอ้อมกอดของมารดา (children within their mother’s embrace)
“She who is the Queen of All Worlds.”
2. จักรวาลคือภาพสะท้อนในกระจก และกระจกนั้นคือตัวเรา
ในตำนานโบราณ เมื่อเหล่าทวยเทพพยายามทำความเข้าใจการสร้างโลก พวกท่านมองไปรอบทิศแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าอันส่องสว่างจนน่าหวาดหวั่น ทันใดนั้น พระแม่ภูวเนศวรีก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับ “กระจก” บานหนึ่งในพระหัตถ์
เมื่อเหล่าเทพมองเข้าไปในกระจก พวกท่านไม่เพียงเห็นจักรวาลทั้งมวล แต่เมื่อมองใกล้เข้าไปอีก ก็ได้ตระหนักว่าภาพสะท้อนนั้นคือ “ตัวของพวกท่านเอง” แนวคิดนี้เปลี่ยนมุมมองของเราอย่างสิ้นเชิง มันบอกเราว่าจักรวาลไม่ได้อยู่ “ภายนอก” แต่เป็นภาพสะท้อนที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่แห่งการรับรู้ และพื้นที่นั้นก็คือพระนางนั่นเอง ของขวัญจากพระนางคือ การตระหนักรู้ถึงการตระหนักรู้ (awareness of awareness)—ความสามารถในการหยั่งรู้ว่าตัวเราคือพื้นที่ที่การรับรู้ทั้งหมดปรากฏขึ้น
“I am the mirror, and the reflection, and the gaze. Whatever you perceive is my play, for I am the Space of perception itself.”
3. ความเมตตาที่แท้จริงคือการ “อนุญาต” ไม่ใช่การ “กระทำ”
ขณะที่เทพีองค์อื่นๆ อาจแสดงพลังผ่านการเข้าแทรกแซงหรือการต่อสู้ที่รุนแรง ความเมตตาของพระแม่ภูวเนศวรีนั้นลึกซึ้งและละเอียดอ่อนกว่ามาก พระคุณของพระนางไม่ใช่การ “กระทำ” แต่คือการ “อนุญาตให้ทุกสิ่งคลี่คลายไปตามที่เป็น” (allowing all things to unfold)
นี่คือแก่นแท้ของพระนางในฐานะ อากาศ ศักติ (Ākāśa Śakti) หรือพลังแห่งอวกาศ เพราะธรรมชาติของพื้นที่คือการ “อนุญาต” เหมือนกับที่ความว่างในถ้วยอนุญาตให้น้ำเข้ามาอยู่ได้โดยไม่ต้องพยายามฉันใด พระนางในฐานะพื้นที่แห่งจักรวาลก็อนุญาตให้ทุกสิ่งปรากฏขึ้นและคลี่คลายไปตามธรรมชาตินั่นเอง พระนางยอมรับทุกอย่างแม้กระทั่งสิ่งที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน เพราะทุกสิ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของพระนาง
“Be as you are, for all is within me.”
4. จิตใจไม่ใช่กรงขัง แต่คือท้องฟ้าอันกว้างใหญ่
ในเชิงปรัชญา พระนางคือ จิต-อากาศ (Chit-ākāśa) หรือ “พื้นที่แห่งจิตสำนึก” ลองจินตนาการว่าความคิด ความทรงจำ และอารมณ์ที่ปั่นป่วนของเราเป็นเพียง “ก้อนเมฆ” ที่ลอยผ่านไปมาบน “ท้องฟ้า” ตัวตนที่แท้จริงของเราคือท้องฟ้าผืนนั้น—กว้างใหญ่ สว่างไสว และไม่เคยแปดเปื้อนจากก้อนเมฆที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป
ความเชื่อมโยงนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาถึงดวงจันทร์ (Chandra) ซึ่งเป็นตัวแทนของจิตใจ ดวงจันทร์ไม่ได้สร้างแสงสว่างด้วยตนเอง แต่สะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ฉันใด จิตสำนึกของเรา (ท้องฟ้า) ก็สะท้อนความจริงแท้สูงสุดฉันนั้น อารมณ์ของเรา (ก้อนเมฆ) จึงถูกควบคุมโดยคุณสมบัติแห่งการสะท้อนและการเปิดรับนี้ อาจกล่าวได้ว่า จิต-อากาศ นี้เองคือ “กระจกแห่งจักรวาล” ในตัวเรา การระลึกถึงพระนางจึงเป็นดั่ง “ยาแก้ความวุ่นวายในจิตใจ” (antidoate to mental turbulence)
5. การปลดปล่อยไม่ได้มาจากการต่อสู้ แต่มาจากการขยายตัวตน
เรามักคิดว่าการหลุดพ้นคือการต่อสู้และทำลาย “อัตตา” (ego) ของตนเอง แต่พระคุณของพระแม่ภูวเนศวรีนำเสนอหนทางที่แตกต่าง พระนางไม่ได้ทำลายอัตตาด้วยการต่อสู้ แต่ทำให้มันผ่อนคลายลงอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยการแสดงให้เห็นถึงความกว้างใหญ่ไพศาลของพระนางที่อยู่เหนือกว่าตัวตนเล็กๆ ของเรา
ในคัมภีร์ รุทร ยมล ตันตระ (Rudra Yamala Tantra) เล่าว่า โยคีนามว่ารุทร (Rudra) ได้บำเพ็ญตบะต่อ พระแม่กาลี (Kālī) มานานหลายปีแต่ก็ไม่บรรลุธรรม ด้วยความสิ้นหวัง ท่านจึงเริ่ม ทำลายแท่นบูชาของตนเอง แต่แล้วพระนางก็ได้เผยให้ท่านเห็นสัจธรรม พระนางทรงเผยให้เห็นว่า “พื้นที่” ที่ท่านนั่งอยู่—พื้นที่ซึ่ง “อนุญาต” แม้กระทั่งความสิ้นหวังของท่าน—คือสภาวะศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านเฝ้าตามหา ในวินาทีนั้น การต่อสู้อันสิ้นหวังของอัตตาก็หมดความหมาย เพราะเป้าหมายที่ตามหานั้นมีอยู่ทุกหนแห่งแล้ว
“I am not hidden in symbols or shrines. I am this space around you — I am the one who allows you to meditate, even to despair. Do you see now? I never left you.”
บทสรุป
แนวคิดของพระแม่ภูวเนศวรีนำเราไปสู่ความจริงอันเรียบง่ายแต่ทรงพลังที่สุด: “พื้นที่ไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่คือความรักที่แผ่ขยายไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” (Space is not empty — it is love made infinite)
เราทุกคนไม่เคยอยู่ภายนอกหรือหลงทางจากพื้นที่นี้เลย เราคือส่วนหนึ่งของความกว้างใหญ่นี้เสมอมา
จะเป็นอย่างไร หากความรู้สึกหลงทางที่เราเคยรู้สึกเป็นเพียงภาพลวงตา และแท้จริงแล้ว… เราได้อยู่ “บ้าน” ในพื้นที่อันไร้ขอบเขตนี้มาโดยตลอด?

