5 เรื่องจริงที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับ “พระแม่คงคา”: จากตำนานอินเดียสู่ประเพณีลอยกระทง
Introduction: เบื้องหลังคำขอขมาในคืนวันเพ็ญ
ทุกคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง ภาพคนไทยนับล้านร่วมกันลอยกระทงเพื่อ “ขอขมาพระแม่คงคา” เป็นภาพที่คุ้นตา แต่เคยสงสัยไหมว่า เทพธิดาแห่งสายน้ำที่เรากราบไหว้กันทุกปีนั้น แท้จริงแล้วมีที่มาอย่างไร? เรื่องราวของพระนางซับซ้อน ดราม่า และน่าทึ่งกว่าที่เราเคยจินตนาการไว้มาก จากโศกนาฏกรรมรักสามเส้าบนสรวงสวรรค์ สู่มหากาพย์การเดินทางที่เปลี่ยนแปลงโลก และการแปลงรูปทางวัฒนธรรมจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีไทย
1. ต้นกำเนิดที่ดราม่ายิ่งกว่าละคร: เมื่อสามมหาเทวีเป็นชายาร่วมกัน
ต้นกำเนิดของพระแม่คงคามีหลากหลายเรื่องเล่า แต่ฉบับที่น่าตื่นเต้นที่สุดฉบับหนึ่งมาจากคัมภีร์ “เทวีภาควตปุราณะ” ซึ่งเล่าว่าเดิมทีพระแม่คงคาไม่ได้เป็นชายาของพระศิวะ แต่ทรงเป็นหนึ่งในสามพระชายาของพระวิษณุ ร่วมกับพระแม่ลักษมีและพระแม่สรัสวดี
เรื่องราวความขัดแย้งเริ่มต้นจากความหึงหวง เมื่อพระแม่สรัสวดีกล่าวหาพระแม่คงคาว่ากำลังโปรยเสน่ห์ให้พระวิษณุ แต่เมื่อพระวิษณุทรงเลือกที่จะนิ่งเฉย “เพราะไม่ต้องการมีส่วนในความขัดแย้งของเหล่าพระชายาซึ่งพระองค์รักเท่าเทียมกัน” การโต้เถียงจึงบานปลายจนนำไปสู่การสาปแช่ง พระแม่สรัสวดีพิโรธจัดจนสาปพระแม่ลักษมี (ที่พยายามเข้ามาไกล่เกลี่ย) ให้ไปเกิดเป็นต้นกะเพราบนโลกมนุษย์ พระแม่คงคาจึงโกรธแค้นและสาปพระแม่สรัสวดีกลับให้ต้องจุติลงไปเป็นแม่น้ำบนโลกเช่นกัน พระแม่สรัสวดีจึงสาปพระแม่คงคากลับด้วยคำสาปเดียวกัน พร้อมประชดประชันว่า “เหล่าคนบาปจะได้ใช้สายน้ำของพระนางเพื่อชำระล้างมลทินของตน”
เพื่อยุติความวุ่นวาย พระวิษณุจึงทรงจัดระเบียบความสัมพันธ์ใหม่ โดยทรงให้พระแม่ลักษมีเป็นชายาแต่เพียงผู้เดียว ส่งพระแม่สรัสวดีไปเป็นชายาของพระพรหม และส่งพระแม่คงคาไปเป็นชายาของพระศิวะ ตำนานบทนี้ไม่เพียงให้เหตุผลเชิงจิตวิทยาที่น่าสนใจ (ความหึงหวงและโกรธา) สำหรับการเสด็จลงสู่โลกของเหล่าเทพี แต่ยังเป็นการจัดระเบียบจักรวาลของตรีมูรติ (มหาเทพทั้งสาม) คู่กับมหาเทวีทั้งสามได้อย่างสง่างามและลงตัว
2. ไม่ใช่แค่ช่วยโลก แต่คือการ “ปราบพยศ” เทพธิดาผู้ทะนงตน
เมื่อท้าวภคีรถบำเพ็ญตบะจนได้รับพรให้นำพระแม่คงคาลงมาชำระบาปให้บรรพบุรุษได้สำเร็จ ก็เกิดปัญหาใหญ่ขึ้น นั่นคือพลังของสายน้ำคงคาที่ไหลจากสวรรค์นั้นรุนแรงเกินกว่าที่โลกจะรับไหว และมีเพียงพระศิวะมหาเทพเท่านั้นที่สามารถทานทนต่อพลังทำลายล้างนี้ได้
แต่เรื่องราวไม่ได้เรียบง่ายแค่นั้น ในขณะที่พระแม่คงคาพุ่งทะยานลงมา พระนางเต็มไปด้วยความทะนงตนและอหังการในพลังของตนเอง ตั้งใจจะซัดสาดพระศิวะให้กระเด็นไปด้วยความโอหัง แต่ผลลัพธ์กลับตาลปัตร พระศิวะทรงใช้มวยผม (ชฎา) ของพระองค์รองรับกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากนั้นไว้ทั้งหมดอย่างง่ายดาย จนได้รับสมัญญานามว่า “คงคาธร” (ผู้ทรงไว้ซึ่งคงคา)
พระแม่คงคาผู้หยิ่งทะนงกลับต้องติดอยู่ในมวยผมของพระศิวะจนหมดหนทาง บางตำนานเล่าว่าพระนางถูกกักขังไว้นานถึงหนึ่งพันปี จนกระทั่งความทะนงตนและโอหังถูกทำลายลงจนสิ้น พระศิวะจึงทรงเมตตาปล่อยสายธารออกมาอย่างนุ่มนวลจากปลายเส้นผมเพียงเส้นเดียวของพระองค์ ภาพของมหานทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไหลรินจากปลายผมเพียงเส้นเดียว คือบทสรุปอันทรงพลังที่ว่า “อัตตา” และความโอหัง (ดั่งเช่นพระแม่คงคา) จะต้องถูกควบคุมโดยหลักการทางจิตวิญญาณที่สูงกว่า (ดั่งเช่นพลังโยคะของพระศิวะ) เสียก่อน พลังงานนั้นจึงจะถูกนำไปใช้อย่างสร้างสรรค์ได้
3. พระแม่คงคา “ฉบับไทย”: จากเทพแห่งแม่น้ำสายเดียว สู่ประมุขแห่งสายน้ำทั้งปวง
นี่คือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจที่สุด ในคติความเชื่อดั้งเดิมของฮินดู “พระแม่คงคา” คือเทพธิดาที่เป็นบุคคลาธิษฐานของแม่น้ำคงคาในประเทศอินเดีย เพียงสายเดียวเท่านั้น
แต่เมื่อความเชื่อนี้เดินทางมาถึงประเทศไทย คำว่า “พระแม่คงคา” ได้วิวัฒนาการจนกลายเป็นคำสามัญที่ใช้เรียกวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาแหล่งน้ำ ทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ลำคลอง หนองบึง หรือแม้กระทั่งทะเล สำหรับคนไทย พระนางจึงมีสถานะเป็นประมุขแห่งเทวดาผู้รักษาสายน้ำทั้งปวง
กระบวนการนี้เรียกว่า “การทำให้เป็นของท้องถิ่น” (Domestication) โดยแนวคิดจาก “ประเพณีใหญ่” (ศาสนาฮินดู) ถูกนำมาปรับให้เข้ากับ “ประเพณีเล็ก” (ความเชื่อพื้นบ้านของไทย) ซึ่งเป็นไปได้อย่างราบรื่นเพราะสังคมไทยมีความเชื่อดั้งเดิมเรื่อง “ผีน้ำ” หรือวิญญาณที่สถิตในธรรมชาติอยู่แล้ว การรับเอาพระแม่คงคาเข้ามาไม่เพียงแต่เป็นการสวมทับความเชื่อเดิม แต่ยังช่วยจัดระเบียบทางจิตวิญญาณ โดยทำให้ “ผีน้ำ” ท้องถิ่นจำนวนมากที่ไม่มีชื่อเรียกเฉพาะ ถูกจัดให้อยู่ภายใต้การดูแลของเทพองค์เดียวที่มีชื่อ มีที่มา และมีสถานะสูงส่ง ดังนั้น “พระแม่คงคา” ในแบบไทยจึงกลายเป็นเทพในลักษณะสังเคราะห์ (Syncretic figure) ที่ผสมผสานระหว่างเทพฮินดูกับความเชื่อเรื่องผีพื้นบ้านนั่นเอง
4. ลอยกระทง: 1 ประเพณี 3 ความเชื่อที่ซ้อนทับกัน
ประเพณีลอยกระทงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการซ้อนทับกันของความเชื่อหลายชั้นในสังคมไทย ในการลอยกระทงเพียงครั้งเดียว อาจมีความหมายที่แตกต่างกันถึง 3 ระดับซ่อนอยู่
- ชั้นที่ 1 (ความเชื่อดั้งเดิม): การขอขมา นี่คือเหตุผลที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน คือการขอขมาพระแม่คงคาที่เราได้ใช้น้ำและอาจสร้างมลพิษทิ้งไว้ตลอดทั้งปี ซึ่งสะท้อนถึงจิตสำนึกเชิงนิเวศวิทยาที่ผูกอยู่กับความเชื่อทางจิตวิญญาณ
- ชั้นที่ 2 (ความเชื่อในกรอบพุทธศาสนา): การบูชารอยพระพุทธบาท อีกความเชื่อหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการลอยกระทงเพื่อเป็นพุทธบูชาต่อรอยพระพุทธบาทที่พระพุทธเจ้าได้ประทับไว้ ณ ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทาในอินเดีย การตีความนี้เป็นการเปลี่ยนกรอบของพิธีกรรมให้เข้ามาอยู่ในพุทธศาสนาอย่างชัดเจน
- ชั้นที่ 3 (พิธีกรรมพื้นบ้าน): การลอยเคราะห์ ในระดับชาวบ้าน การลอยกระทงคือพิธีกรรมเพื่อชำระล้างสิ่งไม่ดีและเริ่มต้นใหม่ ผู้คนมักจะใส่เศษผมและเล็บลงไปในกระทง เป็นสัญลักษณ์ของการ “ลอย” เอาความทุกข์โศก โรคภัยไข้เจ็บ และเคราะห์ร้ายต่างๆ ให้ไหลไปกับสายน้ำ
ความน่าทึ่งคือ ผู้เข้าร่วมประเพณีหนึ่งคนสามารถตั้งจิตอธิษฐานโดยมีความตั้งใจทั้งสามประการนี้พร้อมกันได้โดยไม่รู้สึกขัดแย้ง และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น แม้เราจะเอ่ยพระนามเทพเจ้าจากอินเดีย แต่ตัวพิธีกรรมการลอยกระทงเพื่อขอขมานั้นกลับไม่มีความคล้ายคลึงโดยตรงกับเทศกาลบูชาพระแม่คงคาในอินเดียเลย แต่เป็นพิธีกรรมที่มีลักษณะเฉพาะของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยแท้
5. ตำนานหรือบันทึก “เมกะโปรเจกต์” วิศวกรรมโบราณ?
ในยุคสมัยใหม่ที่วิทยาศาสตร์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ตำนานพระแม่คงคาก็ได้รับการตีความในแง่มุมที่น่าทึ่ง โดยมีนักวิชาการเสนอว่ามหากาพย์ความพยายามของท้าวภคีรถที่สืบเนื่องกันมาหลายชั่วอายุคน อาจเป็น “ความทรงจำของชาติ” (Folk Memory) ที่บันทึกถึงโครงการวิศวกรรมชลประทานขนาดมหึมาในอดีต
ภายใต้การตีความนี้ “การบำเพ็ญตบะ” อันยาวนานของท้าวภคีรถและบรรพบุรุษ อาจเป็นภาพเปรียบเทียบของการทำงานหนักอย่างแสนสาหัสของแรงงานคนจำนวนมหาศาลตลอดหลายชั่วอายุคน ส่วนภาพที่พระศิวะ “รองรับ” สายน้ำคงคาไว้ในมวยผม ก็อาจเป็นอุปมาถึงการสร้างเขื่อนหรือฝายเพื่อชะลอความแรงของน้ำ หรือการขุดคลองเพื่อเบี่ยงเบนกระแสน้ำที่ไหลบ่าจากเทือกเขาหิมาลัยลงมาสู่ที่ราบเพื่อประโยชน์ทางการเกษตร
การตีความเช่นนี้ไม่ได้ลดทอนคุณค่าของตำนาน แต่กลับเพิ่มมิติที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าเรื่องเล่าโบราณสามารถทำหน้าที่เป็นทั้งเรื่องราวศักดิ์สิทธิ์ บทเรียนทางศีลธรรม และอาจเป็นบันทึกความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์ไปพร้อมๆ กัน
Conclusion: สายธารแห่งเรื่องเล่าที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
จากจุดกำเนิดอันน่าทึ่งบนสวรรค์ของอินเดีย ผ่านมหากาพย์การเสด็จลงสู่โลก สู่การแปลงรูปทางวัฒนธรรมอันน่าทึ่งในประเทศไทย และการตีความใหม่ในโลกสมัยใหม่ เรื่องราวของพระแม่คงคาได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของตำนานที่สามารถปรับตัวและไหลผ่านกาลเวลาและวัฒนธรรมได้อย่างไม่หยุดนิ่ง
เรื่องราวของพระแม่คงคาสอนให้เราเห็นว่าสายธารแห่งความเชื่อนั้นไหลผ่านกาลเวลาและวัฒนธรรมได้อย่างไม่สิ้นสุด คำถามคือ ประเพณีอื่น ๆ ที่เราคุ้นเคย กำลังซ่อนมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่เพียงใดไว้เบื้องหลังความเรียบง่ายนั้น?










ใส่ความเห็น