·

5 ข้อคิดจากตำนานพระพรหม-พระสรัสวดี

5 ข้อคิดน่าทึ่งจากตำนาน ‘พระพรหม-พระสรัสวดี&#8217…

5 ข้อคิดน่าทึ่งจากตำนาน ‘พระพรหม-พระสรัสวดี’ ที่เปลี่ยนมุมมองต่อเทพเจ้า การสร้างสรรค์ และปัญญา

ในโลกแห่งเทพปกรณัมฮินดู เรามักคุ้นเคยกับภาพของคู่เทพที่เปี่ยมด้วยความสมบูรณ์และความสอดคล้องกลมเกลียว เช่น พระวิษณุกับพระลักษมี หรือพระศิวะกับพระปารวตี แต่ท่ามกลางเรื่องราวเหล่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง “พระพรหม” เทพผู้สร้างจักรวาล และ “พระสรัสวดี” เทพีแห่งปัญญา กลับโดดเด่นขึ้นมาด้วยความซับซ้อน เต็มไปด้วยชั้นเชิงทางสัญลักษณ์ และความลุ่มลึกทางปรัชญาที่ท้าทายความเข้าใจของเรา

นี่ไม่ใช่เป็นเพียงตำนานแห่งความขัดแย้งของทวยเทพ แต่คือแผนที่เชิงปรัชญาที่สำรวจพรมแดนอันซับซ้อนระหว่างการสร้างสรรค์กับจิตสำนึก ระหว่างอัตตากับการรู้แจ้ง จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้สร้างปรารถนาที่จะครอบครองสิ่งที่ตนสร้างขึ้นมาเอง? และเรื่องราวนี้สอนสัจธรรมอะไรแก่เราเกี่ยวกับธรรมชาติที่แท้จริงของปัญญา? เบื้องหลังตำนานนี้คือการปะทะกันระหว่างสองขั้วความคิด: พลังแห่งการสร้างสรรค์ (ซึ่งไม่สมบูรณ์แบบ ถูกขับเคลื่อนด้วยอัตตา และไม่จีรัง) และธรรมชาติแห่งปัญญา (ซึ่งบริสุทธิ์ เป็นนิรันดร์ และเป็นอิสระ)

บทความนี้จะพาไปสำรวจ 5 ข้อคิดที่น่าทึ่งและชวนให้ขบคิดจากตำนานของพระพรหมและพระสรัสวดี ซึ่งอาจเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อเทพเจ้า การสร้างสรรค์ และปัญญาไปตลอดกาล

1. เทพผู้สร้างจักรวาล…แต่กลับไม่ค่อยมีใครบูชา

ข้อเท็จจริงที่น่าประหลาดใจที่สุดข้อหนึ่งคือ แม้พระพรหมจะทรงเป็นเทพผู้สร้างสรรพสิ่งในจักรวาล แต่กลับมีเทวสถานสำหรับพระองค์น้อยมาก และไม่ได้รับการบูชาอย่างแพร่หลาย เหตุผลสำคัญตามที่ระบุไว้ในตำนานก็คือ พระองค์ต้องคำสาปจากพระศิวะ

เรื่องราวเล่าว่า พระพรหมทรงเกิดความปรารถนาอันเป็นการละเมิดระเบียบแห่งจักรวาลต่อพระสรัสวดี และเพื่อที่จะมองเห็นพระนางได้ในทุกทิศทาง พระองค์จึงทรงงอกเศียรที่ห้าขึ้นมา การกระทำนี้ถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจแห่งการสร้างสรรค์ไปในทางที่ผิด ทำให้พระศิวะทรงพิโรธและได้ตัดเศียรที่ห้านั้นทิ้ง พร้อมกับสาปแช่งให้พระพรหมไม่เป็นที่เคารพบูชาในวงกว้างอีกต่อไป โดยมีข้อยกเว้นที่สำคัญเพียงแห่งเดียวคือเทวสถาน ณ เมืองปุชการ์

ตำนานนี้จึงท้าทายแนวคิดแบบตะวันตกเรื่องผู้สร้างที่สมบูรณ์แบบอย่างสิ้นเชิง และนำเสนอสัจธรรมที่ลึกซึ้งกว่านั้นแทน นั่นคือการกระทำแห่งการสร้างสรรค์นั้นมีธรรมชาติที่บกพร่องอยู่ภายในตัวมันเอง เป็นคำแถลงเชิงปรัชญาอันทรงพลังเกี่ยวกับความไม่สมบูรณ์แบบของโลกทางกายภาพ

2. ปริศนาความสัมพันธ์: เทพีผู้เป็นทั้ง “ธิดา” และ “คู่ครอง”

ความสัมพันธ์ระหว่างพระพรหมและพระสรัสวดีเต็มไปด้วยความซับซ้อนเชิงสัญลักษณ์ โดยพระนางถูกกล่าวถึงในสองบทบาทที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน คือทั้งในฐานะ “ธิดา” และ “คู่ครอง” ของพระพรหม แต่หากมองในเชิงปรัชญาแล้ว แต่ละบทบาทกลับมีความหมายที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่

  • ในฐานะธิดา: เป็นสัญลักษณ์ว่า “ปัญญา” (พระสรัสวดี) ถือกำเนิดขึ้นจาก “จิตจักรวาล” (พระพรหม)
  • ในฐานะคู่ครอง: เป็นสัญลักษณ์ว่า “ปัญญา” คือพลังงานที่จำเป็นและเป็นสหายชั่วนิรันดร์ที่ไม่อาจแยกออกจากการสร้างสรรค์ที่มีความหมายได้

ปรัชญาเบื้องหลังความสัมพันธ์นี้ถูกอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า

“ความรู้เกิดขึ้นจากจิต (พระพรหมคือจิตจักรวาล; พระสรัสวดีคือปัญญา)…[แต่] ความรู้คือสหายชั่วนิรันดร์ของการสร้างสรรค์ ที่แยกจากกันไม่ได้”

การตีความที่หลากหลายนี้แสดงให้เห็นว่า ตำนานฮินดูไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เชื่อตามตัวอักษร แต่เป็นอุปมานิทัศน์ที่ซ้อนเร้นสัจธรรมเชิงปรัชญาเอาไว้หลายชั้น

3. เมื่อ “อัตตา” นำไปสู่การล่มสลาย: สัญลักษณ์ของเศียรที่ห้า

เรื่องราวของเศียรที่ห้าของพระพรหมเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุดในตำนานนี้ โดยปกติแล้ว เศียรทั้งสี่ของพระพรหมเป็นตัวแทนของความรู้ในคัมภีร์พระเวททั้งสี่ แต่เศียรที่ห้าที่งอกขึ้นมาภายหลังนั้นเป็นตัวแทนของ “อัตตา (Ego) และความปรารถนาที่ไม่ได้รับการควบคุม”

ตำนานบทนี้ได้แสดงให้เห็นถึงกฎอันมิอาจเลี่ยงได้: ปัญญาที่แท้จริงมิอาจถูกครอบครองด้วยอัตตา มันไม่ใช่วัตถุที่จะถูกช่วงชิงมาได้ แต่เป็นสภาวะแห่งการดำรงอยู่ที่เรียกร้องความบริสุทธิ์จากผู้แสวงหา การที่พระสรัสวดีทรงพยายามหลีกหนีจากสายพระเนตรของพระพรหมจึงเป็นภาพสะท้อนว่า ทันทีที่สายตาของผู้สร้างเปลี่ยนจากการสร้างสรรค์ไปสู่การครอบครอง ปัญญาที่แท้จริงย่อมถอยห่างออกไป

บทเรียนสำคัญจากตำนานตอนนี้คือ อัตตาที่ปราศจากการควบคุม แม้จะเกิดขึ้นในหมู่ทวยเทพ ก็สามารถนำไปสู่ความเสื่อมและการล่มสลายได้ และจำเป็นต้องถูกกำจัดเพื่อรักษาสมดุลของจักรวาลไว้

4. การสร้างสรรค์จะไร้ความหมาย หากปราศจากปัญญา

ในทางปรัชญา พระสรัสวดีทรงเป็น พลังศักติ (Shakti) หรือพลังงานศักดิ์สิทธิ์ของพระพรหม แม้ว่าพระพรหมจะทรงมี “มนัส” (Manas) หรือความคิดเชิงสร้างสรรค์ในการเนรมิตจักรวาล แต่หากปราศจากพระสรัสวดีแล้ว การสร้างสรรค์ของพระองค์จะยังคง “ไม่มีรูปร่างและเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย”

พระสรัสวดีคือผู้ที่มอบองค์ประกอบสำคัญให้แก่การสร้างสรรค์ นั่นคือ ความรู้ (Knowledge), ระเบียบ (Order), และเสียง (Vāk) ทันทีที่พระสรัสวดีดีดสายพิณ เสียงแรกของจักรวาลก็ดังก้องกังวาน และเสียงเหล่านั้นได้กลายเป็นคัมภีร์พระเวท องค์ประกอบเหล่านี้เองที่ทำให้จักรวาลมีรูปทรงและมีความหมายขึ้นมา แนวคิดนี้เน้นย้ำถึงค่านิยมที่ว่า ความคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัยปัญญาเป็นเครื่องชี้นำ การสร้างสรรค์จึงจะสมบูรณ์และมีความหมายอย่างแท้จริง

5. ปัญญาที่แท้จริงเป็นอิสระ และไม่อาจถูกครอบครอง

หลังจากเหตุการณ์ความขัดแย้งกับพระพรหม พระสรัสวดีได้ทรงถอยห่างออกมาและวิวัฒนาการสู่การเป็นเทพีอิสระที่ได้รับการเคารพบูชาอย่างสูงส่ง พระนางได้กลายเป็นภาพแทนของปัญญาที่เปรียบดังสายธาราที่ไหลริน—เป็นไปไม่ได้ที่จะครอบครอง เป็นไปไม่ได้ที่จะกักขัง และพร้อมที่จะมอบความชุ่มชื่นให้กับทุกคนที่เข้ามาตักตวงจากกระแสธารนั้น

ในขณะที่การบูชาพระพรหมถูกจำกัดอย่างมาก พระสรัสวดีกลับเป็นที่เคารพบูชาอย่างกว้างขวางในหมู่นักปราชญ์ ศิลปิน และผู้ศึกษาเล่าเรียน ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดอันทรงพลังที่ว่า “ความรู้เมื่อได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่สามารถถูกจำกัดให้อยู่กับแหล่งกำเนิดเดียวได้ แต่เป็นของทุกคน” ความแตกต่างในการบูชานี้จึงเปรียบเสมือนบทสรุปเชิงปรัชญาสุดท้ายอันทรงพลังของตำนานที่ว่า: แม้การสร้างจักรวาลจะเป็นรากฐานสำคัญ แต่ปัญญาอันเป็นนิรันดร์และมิอาจแปดเปื้อนที่ไหลเวียนอยู่ภายในนั้นต่างหาก ที่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริงและคู่ควรแก่การเคารพสูงสุดของมวลมนุษย์

————————————————————————-

เรื่องราวของพระพรหมและพระสรัสวดีจึงไม่ใช่เรื่องเล่าจากอดีตกาล แต่เป็นอุปมานิทัศน์ที่มีชีวิตซึ่งสะท้อนถึงความตึงเครียดอันสำคัญภายในจิตสำนึกของเราเอง พระพรหมเป็นตัวแทนของแรงกระตุ้นดิบในการสร้างสรรค์—แรงผลักดันอันทรงพลังและวุ่นวายที่จะนำพาสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น ส่วนพระสรัสวดีคือปัญญาอันสูงส่ง ระเบียบ และการแสดงออกที่จำเป็นต่อการแปรเปลี่ยนแรงกระตุ้นดิบนั้นให้กลายเป็นสิ่งที่มีความหมายและยั่งยืน ตำนานของทั้งสองพระองค์คือเครื่องย้ำเตือนเหนือกาลเวลาว่า การสร้างสรรค์ที่แท้จริงไม่ใช่มรดกของอัตตา แต่คือการร่ายรำอันกลมเกลียวระหว่างจิตใจที่เปี่ยมวิสัยทัศน์กับปัญญาที่เป็นอิสระ

เมื่อเราบูชาพระสรัสวดี เราจึงไม่ได้เพียงขอแค่การเรียนรู้หรือความจำเท่านั้น แต่เรากำลังเชื่อมโยงตนเองเข้ากับความจริงแห่งจักรวาลที่ว่า ปัญญาคือความมั่งคั่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเป็นสหายชั่วนิรันดร์ของจิตวิญญาณ

ใส่ความเห็น

More from the blog